บทเห่กล่อมเรื่องพระอภัยมณี

เห่เรื่องพระอภัยมณี บทเห่กล่อมเห่เรื่องกากี  l  เห่เรื่องโคบุตร l  เห่เรื่องจับระบำ

 

            นอกจากท่านสุนทรภู่จะแต่งนิราศและนิทานไว้มากมายแล้ว   ยังปรากฏว่าท่านได้แต่งบทประพันธ์อื่นๆ ไว้อีก  ได้แก่ สุภาษิตต่างๆ  บทละคร  บทเสภา  และบทเห่กล่อม
            สวัสดิรักษาคำกลอน  น่าจะแต่งขึ้นในช่วงที่ท่านรับราชการเป็นขุนสุนทรโวหาร   เพื่อถวายแก่เจ้าฟ้า อาภรณ์  ส่วนเพลงยาวถวายโอวาท แต่งขึ้นถวายเจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว ในราว พ.ศ. ๒๓๗๑ - ๒๓๗๒
            เรื่องอภัยนุราช  เป็นบทละครเพียงเรื่องเดียวของท่าน  ประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา   พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ   ปัจจุบันนี้หาอ่านได้ยากยิ่งนัก  ด้วยไม่ได้พิมพ์เผยแพร่มานาน
            สำหรับบทเห่กล่อมพระบรรทม   อาจารย์ปราณี บุญชุ่ม และอาจารย์มณฑนา วัฒนถนอม ได้กล่าวถึงบทเห่กล่อมไว้อย่างน่าฟัง ในหนังสือ "อนุสรณ์สุนทรภู่ ๒๐๐ ปี" จนผู้จัดทำไม่บังอาจจะเขียนขึ้นใหม่ จึงขออนุญาตนำบทความที่กล่าวถึงนี้ มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
            "บทเห่กล่อมโดยทั่วไปแต่งขึ้นเพื่อร้องขับกล่อมให้เด็กหลับ แม้ว่าเด็กจะเยาว์วัย ยังไม่สามารถเข้าใจความหมายของเนื้อเพลงก็ตาม แต่เด็กก็เข้าใจความรู้สึกของผู้เห่กล่อมว่ารักใคร่และเอ็นดูตน  เด็กจะเกิดความอบอุ่นใจและหลับไปอย่างมีความสุข
            บทเห่กล่อมของสามัญชน จะแต่งตามความรู้สึก ความคิด หรืออื่นๆ ตามแต่ผู้เห่กล่อมจะนึกอะไรได้ก็ร้องเป็นทำนอง อาจมีเนื้อร้องในทำนองปลอบขวัญ ให้ความอบอุ่น หรือบางทีก็มีขู่ให้กลัวบ้างก็มี มีการจดจำบทร้องเห่กล่อมกันต่อๆ มา
            สำหรับบทเห่กล่อมพระบรรทมสำหรับเจ้านายก็เช่นเดียวกัน กวีนำเอาเนื้อความจากเรื่องในวรรณคดีบ้าง เรื่องราว ตำนานต่างๆ บ้าง มาผูกเป็นเนื้อร้อง โดยใช้คำประพันธ์ประเภทกาพย์ กลอน เพื่อไว้เห่กล่อมพระราชโอรส ธิดา ของพระมหากษัตริย์ หรือเจ้านายชั้นสูง เนื้อร้องบทเห่กล่อมไม่กำหนดเรื่องราวเป็นแบบแผน แต่จะมีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เป็นวัฒนธรรมหรือสิ่งแวดล้อม ตามสภาพท้องถิ่นนั้น"
            บทเห่กล่อมเหล่านี้ เชื่อว่าสุนทรภู่แต่งถวายสำหรับขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อสุนทรภู่ถึงแก่กรรมแล้ว บทเห่กล่อมนี้ได้ใช้กล่อมบรรทมพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดรัชกาลที่ ๔ ด้วย

บทเห่กล่อมเรื่องพระอภัยมณี

บทเห่กล่อมเรื่องพระอภัยมณี มีทั้งสิ้น ๘ ช่วง   แต่ละช่วงนำมาจากเรื่องราวบางตอนของเนื้อเรื่อง ได้แก่

ช่วงที่ ๑ ตอนศรีสุวรรณรำพันรักและชมโฉมนางเกษรา
ช่วงที่ ๒ ตอนนางสุวรรณมาลีบวช โดยมีสินสมุทรและอรุณรัศมีบวชตามมาอยู่ด้วย
ช่วงที่ ๓ แยกบทเห่กล่าวถึงตัวนางสุวรรณมาลี
ช่วงที่ ๔ แยกบทเห่กล่าวถึงตัวสินสมุทรและอรุณรัศมี
ช่วงที่ ๕ ตอนนางละเวงเดินไพร ควบม้าหนีพระอภัย
ช่วงที่ ๖ ตอนพระอภัยติดท้ายรถนางละเวงและพยายามตามเกี้ยว
ช่วงที่ ๗ แยกบทเห่กล่าวถึงพระอภัยมณี พยายามเข้าพบนางละเวง
ช่วงที่ ๘ นางละเวงใจอ่อน และบทเห่นางสุลาลีวัน ยั่วเย้าและเอาใจช่วยพระอภัย

ช่วงที่ ๑

 
เห่เอยเห่ละห้อย
แรมสำนักตำหนักจันทน์
ให้อาดูรพูนเทวศ
ได้เห็นพักตร์ลักขณา
ชมแท่นทองที่รองทรง
หอมหวนยวนยี
เผยพระแกลแลกระจ่าง
ทรงกลดรจนา
อนาถหนาวเศร้าสร้อย
นึกเห็นเมื่อเล่นสวน
เนตรขนงวงวิลาศ
พระกรรณแก้วแววตา
สองกรก็อ่อนชด
ปรางประพระสุคนธ์
ทรวดทรงพระองค์อ่อน
โกมุทบุษบัน
โอฐสะอาดดังชาดจิ้ม
เมื่อเนตรน้องมาต้องตา
แสนรักสลักอก
จะใคร่อุ้มพุ่มพวง
ผิวเหลืองระเรืองรอง
แม้นสมรักจะลักพา
ดูเนื้อน่วมอยู่นุ่มนิ่ม
แม้นลมดีจะคลี่ใบ
จะปลอบประโลมโฉมฉาย
แย้มสรวลยวนยี
มีต่างต่างกลางทะเล
ฝูงกระโห้ทั้งโลมา
กุ้งกั้งแลมังกร
นาคราชผาดผัน
วาฬใหญ่ขึ้นไล่คู่
เงือกงูดูคะนอง
กริวกราวก็เต้าตาม
คลาเคล้าสำเภาจร
เกาะใหญ่ไม้ชะอุ่ม
เหมือนจอกน้อยลอยเรียง
นิ่งนึกจนดึกดื่น
เคลิ้มระงับหลับไป
พราหมณ์น้อยศรีสุวรรณ
พระสุริยันสนธยา
ถึงแก้วเกษรา
ยังติดตาทุกนาฑี
ของอนงค์องค์บุตรี
อยู่ในที่ไสยา
เห็นเดือนสว่างในเวหา
เหมือนนวลหน้าพระน้องนวล
ให้ละห้อยโหยหวน
เลิศล้วนลักขณา
พิศเพียงบาดนัยนา
ดังกลีบผกาโกมล
ดังงอนรถพระสุริยน
พิศเพียงผลลูกจันทน์
ดังอัปสรสาวสวรรค์
ไม่เทียมถันประทุมา
เมื่อยามยิ้มดังเลขา
ดังสายฟ้ามาฟาดทรวง
ยิ่งกว่ายกภูเขาหลวง
มาแนบทรวงไสยา
เหมือนเนื้อทองธรรมดา
ลงเภตรากางใบ
จะชมชิมให้อิ่มใจ
แล่นไปในนที
ขึ้นนั่งบนท้ายบาหลี
จะชวนชี้ให้ชมปลา
ทั้งจรเข้เหรา
เคลื่อนคลาอยู่ตามกัน
สลับสลอนหลายพรรณ
ปลาอำพันตะเพียนทอง
ผุดฟู่พ่นฟอง
ลอยล่องชโลธร
ฉนากฉลามสลับสลอน
ในสาครรายเรียง
เป็นพุ่มพุ่มเคียงเคียง
พิศเพียงจะเพลินใจ
ถอนสะอื้นอาลัย
อยู่ในห้องไสยา เอยฯ
  ช่วงที่ ๒
 
เห่เอยเห่กล่าว
องค์สุวรรณมาลี
กับสินสมุทรสุดสวาท
อยู่เขารุ้งปลายทุ่งนา
แบ่งส่วนกุศลผลบุญ
สาวสุรางค์นางชี
ตัดรักชักประคำ
เงียบสงัดวัดวา
ชนีน้อยห้อยโหย
จิ้งจอกออกหอน
เริงร้องซ้องแซ่
น่าดูเป็นคู่เคียง
แม่นกกกกอด
แจ้วแจ้วแก้วกะลิง
นั่งชมโสมนัส
พลบค่ำย่ำฆ้อง
หอมดอกไม้ใกล้กุฏิ
ยี่หุบบุบณา
เย็นยะเยียบเงียบสงัด
หึ่งหึ่งผึ้งภมร
นิ่งระงับหลับตา
ถึงหอมระรื่นไม่ชื่นชม
ถึงพระดาวบศนี
บวชด้วยมีศรัทธา
อรุณราชนัดดา
ออกนั่งหน้ากุฎี
ให้องค์อรุณรัศมี
แต่ล้วนมีศรัทธา
พึมพำภาวนา
พระสุริยาเย็นรอนรอน
วิเวกโหวยวิงวอน
นกนอนรังเรียง
คลอแคลกรีดเสียง
แอ่นเอี้ยงแอบอิง
ลูกพลอดวอนวิง
จับที่กิ่งไทรทอง
กับหน่อกษัตริย์ทั้งสอง
เดือนส่องสว่างตา
สาวหยุดมะลิลา
แย้มผกากลิ่นขจร
พระพายพัดมาอ่อนอ่อน
เชยเกสรสุมาลี
อุตส่าห์รักษาอารมณ์
ตามเพศพรหมจรรย์ เอยฯ
  ช่วงที่ ๓
 
เห่เอยพระราชบุตร
กับอรุณรัศมี
แย้มสรวลชวนกัน
พูดเล่นเจรจา
แขไขไตรตรัส
ร่อนเร่ในเมฆี
ถ้าเช่นนี้พี่เหาะได้
ค่อยสอดกรช้อนตระกอง
เย็นชื่นดื่นดึก
ชวนพระน้องร้องสักรวา
โอ้ว่าเจ้าการะเกด
น้องห้ามไว้ก็ไม่ฟัง
รู้สึกตัวกลัวกรรม
เดือนส่องต้องศิลา
ด้วยเขารุ้งรุ่งเรือง
แวมสว่างพร่างพราว
พร่างพร่างน้ำค้างเหยาะ
ดาวก็เคลื่อนเดือนก็คล้อย
เย็นยะเยียบเงียบสงัด
พระเพลินจิตไม่นิทรา
เดือนส่องผ่องเพียง
หลับสนิทจะพิศไหน
นวลหน้าเหมือนการะเกด
ถึงนางสวรรค์ชั้นฟ้า
ชายใดแม้นได้นุช
ยิ้มเยื้อนเหมือนจะชวน
พิศเพ่งเล็งดูเดือน
ฟ้าขาวดาวประกาย
เสียงดุเหว่าเร่าร้อง
ไก่กระชั้นขันขาน
เหมหงส์บุหรงร้อง
กลระฆังก็ดังเอง
ลมว่าวหนาวชื้น
งีบระงับหลับไหล
สินสมุทมุนี
นั่งอยู่ที่หน้าชาลา
นั่งฉันน้ำชา
กับน้องยานารี
เรืองจรัสรัศมี
มาตรงที่แกลทอง
จะเหาะไปประคอง
มาไว้ในห้องไสยา
ลืมรำลึกภาวนา
จนหลงว่าขึ้นดังดัง
ขี่ม้าเทศจะไปท้ายวัง
จะแทงฝรั่งลังกา
ชักประคำภาวนา
ดังจินดาดวงดาว
บ้างเขียวเหลืองแวววาว
อร่ามราวเพชรพลอย
เผาะเผาะผอยผอย
จะเลื่อนลอยลับตา
พระพายพัดรำเพยพา
แต่น้องยานั้นหลับไป
จะแข่งเคียงแขไข
งามวิไลลักขณา
ดังดวงเนตรของเชษฐา
ไม่โสภาเทียมนวล
จะรักสุดแสนสงวน
ให้รัญจวนใจชาย
ละม้ายเหมือนกับเดือนหงาย
พฤกษาพรายโพยมมาล
เสนาะก้องกังวาน
วิเวกหวานวังเวง
ดังพาทย์ฆ้องประโคมเพลง
เสียงเหง่งเหง่งวังเวงใจ
หอมระรื่นหฤทัย
ในที่ไสยา เอยฯ
  ช่วงที่ ๔
 
เห่เอยหน่อกษัตริย์
บวชเล่นเล่นก็เป็นชี
แอบชะอ้อนนอนเพลา
พรหมจรรย์จรรยา
พระเจ้าลุงพรุ่งนี้
หลวงป้าไม่ว่าไร
ถามเท่าไรก็ไม่ตรัส
กลัวป้าอุตส่าห์ทำ
ลืมมนต์เสียหมดสิ้น
รสสุคนธ์มณฑา
รื่นรื่นชื่นแช่ม
ให้หวิวหวิวหิวโหย
ประหลาดเหลือเมื่อไร
เสียงหริ่งหริ่งที่กิ่งรัง
จักรจั่นสนั่นเสนาะ
กระดึงดังหงั่งเหง่ง
ครั้นเย็นย่ำน้ำค้าง
ลมเชยรำเพยพา
นางอรุณรัศมี
กับฤๅษีพี่ยา
ว่าพระเจ้าป้าจ๋า
เขาแปลว่าอันใด
จะมานีมนต์ไป
หรือจะไปตามคำ
สมาบัติบริกรรม
ชักประคำภาวนา
ด้วยหอมกลิ่นบุปผา
มะลิลาลมโชย
กลิ่นนางแย้มยมโดย
ร่วงโรยกำลัง
จะได้เข้าไปในวัง
ฟังฟังยิ่งวังเวง
ดังบัณเฑาะว์ดีดเพลง
ให้วังเวงวิญญา
พร้อยพร่างพฤกษา
ชื่นวิญญาเย็น เอยฯ
  ช่วงที่ ๕
 
เห่เอยเห่กล่าว
โฉมลเวงวัณฬา
เลี้ยวหลงวงเดิน
แลเหลียวเปลี่ยวใจ
เห็นแต่สัตว์จัตุบาท
เสือสิงห์วิ่งทะยาน
นางหลีกลัดดัดเดิน
ให้หิวโหยโรยกำลัง
แลดูพระสุริย์ฉาย
สุดสังเกตเขตแขวง
แลขวาเป็นป่าชัฏ
ล้วนป่าสูงยูงยาง
เป็นโกรกกรวยห้วยธาร
ฝูงปักษาเที่ยวหากิน
แจ้วแจ้วแก้วพลอด
กระลุมภูเป็นคู่เคียง
ฝูงอิลุ้มคุ่มขาบ
นกออกเอี้ยงเคียงคับแค
โพรโดกนั้นโอกเสียง
กินปลีเปล้าเขาไฟ
ไก่ฟ้าพระยาลอ
นกอุลอคลอเคียง
ฝูงยางกรอกดอกบัว
เบญจวรรณขันขาน
คุลาโห่โกกิล
เรียงจับสลับสลอน
บ้างเวียนวิ่งบนกิ่งไม้
ชมเพลินเดินพลาง
บาระบูนขุนแผน
ตัวเขียวเหยี่ยวตะไกร
ที่เงื้อมเงาเขาสูง
ปีกเจ้าอ่อนร่อนลง
นกยูงเป็นฝูงฟ้อน
กรีดกรายชะม้ายเมียง
สาลิกาสุวาที
เหมือนนกเลี้ยงในเวียงวัง
โอ้อกระหกระเหิน
ม้าเลี้ยวหลงวงวน
ป่าระหงดงดึก
หอมระรื่นชื่นฤทัย
แก้วกุหลาบอังกาบแกม
สร้อยฟ้าน่าชม
บ้างบานตูมเป็นพุ่มพวง
ทั้งพระพายชายไชย
ทั้งรวยรินอินจันทน์
เพลินพระทัยไคลคลา
ครั้นถึงธารสะอ้านสะอาด
จิ้งจอกออกเห่าหอน
เสียงชะนีวิเวกโหวย
วังเวงน่าเกรงกลัว
เห็นที่แท่นแผ่นผา
ลงจากม้าคลาไคล
ด้วยล้าเลื่อยเหนื่อยนัก
แล้วทรงเปลื้องสะไบกรอง
ค่อยเอนองค์ลงบนอาสน์
ให้หิวโหยโรยรา
เสียงจังกรีดกริ่ง
เคลิ้มระงับหลับไป
ถึงลูกสาวเจ้าลังกา
ทรงอาชามากลางไพร
พนมเนินพนาลัย
วิเวกในดงตาล
มฤคราชแรดฟาน
เสียงสะท้านสะเทือนดัง
แนวเนินพนมวัง
จนม้าที่นั่งก็อ่อนแรง
ก็เบี่ยงบ่ายชายแสง
ไม่รู้แห่งหนทาง
ข้างซ้ายขัดภูเขาขวาง
ไปตามหว่างศีขรินทร์
หุบละหานเหวหิน
บ้างโผบินร่อนเรียง
ฉอดฉอดฉ่ำเสียง
เค้าโมงเมียงมองแล
กระจิบกระจาบจอแจ
เสียงซ้อแซ้สนั่นไพร
เสนาะสำเนียงนกตะไน
จับกิ่งไม้มองเมียง
ขันจ้อแจ้วเสียง
กะเรียนเรียงรังนาน
กระเต็นกระตั้วหัวขวาน
บ้างบินผ่านโผจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน
นางนวลนอนแนบนาง
บ้างซุกไซ้ปีกหาง
วิเวกวางเวงใจ
กระเวนกระแวนระวังไพร
ไล่ลูกไก่เวียนวง
แต่ล้วนฝูงเหมหงส์
ประสานส่งสำเนียง
เหมือนละครรำเรียง
ประสานเสียงสนั่นดัง
นกโนรีเรียงรัง
พระเนตรหลั่งหล่อชล
เคราะห์เผอิญอับจน
ไม่เห็นหนทางไป
สะพรั่งพฤกษาไสว
ดอกไม้ไพรพนม
นางเด็ดแซมมวยผม
ทั้งสุกรมยมโดย
บ้างหล่นร่วงกลีบโรย
เกสรโปรยปรายมา
กะลำพันกฤษณา
จนสุริยาเย็นรอนรอน
เขาอังกาศสิงขร
ในดงดอนดูมืดมัว
ละห้อยโหยหาผัว
แลเห็นตัวอยู่ไรไร
ที่ไสยาอาศัย
เข้านั่งใต้ไทรทอง
พระวรพักตร์หม่นหมอง
นางปูรองกายา
พระเศียรพาดแผ่นผา
นิ่งนิทราตรอมใจ
หริ่งหริ่งเรไร
ใต้ต้นไทรทอง เอยฯ
  ช่วงที่ ๖
 
เห่เอยเห่บท
พระอภัยมณี
บุษบกกระจกกระจ่าง
คลุมประทมห่มองค์
แม่ยอดหญิงพริ้งเพริศ
จะสะกิดก็ติดฝา
ยืนยิ้มอยู่ริมรถ
หรือระงับหลับไหล
นิ่งนึกเห็นดึกนัก
คิดจะใคร่ไถ่ถาม
ยามประชวรกวนจิต
จึงถอยหลังรั้งรา
พระถามธิดาสุลาลี
เขาบอกว่าหลับก็กลับไป
ผลักผลักสลักติด
เสียงจังหรีดกระกรีดร้อง
เกาะเกาะพระเคาะแกล
พี่มาแล้วนะแก้วตา
เย็นยะเยียบเงียบสำเนียง
เสน่หาอาลัย
กลับมานั่งบังกาย
พร่างพร่างกลางดง
พอเดือนเที่ยงเสียงผึ้ง
ทุกเงื้อมเขาเหงางึม
พี่อุตส่าห์มาด้วย
หรือน้องแก้วแววตา
ไม่ขออยู่จะสู้ม้วย
กอดพระกรถอนฤทัย
เย็นยะเยียบเงียบสงัด
รวยรินกลิ่นขจร
ลั่นทมนมสวรรค์
สร้อยฟ้าสารภี
ทั้งยมโดยโรยริน
เหมือนกลิ่นเนื้อเจือจันทน์
ไฉนดีเจ้าพี่เอ๋ย
อุตส่าห์ตามทรามวัย
เพราะฝาติดอยู่นิดเดียว
เขม้นมองที่ช่องฝา
เดินรถในราตรี
นั่งที่ท้ายรถทรง
เห็นรางรางรูปทรง
เห็นแต่วงพักตรา
วิลาศเลิศลักขณา
สุดปัญญาสุดอาลัย
รื้อระทดหฤทัย
ทำกระไรจะรู้ความ
เวลาก็สักสองยาม
ให้ขามขามในวิญญา
จะเคืองคิดโกรธา
เลียบไปหน้ารถชัย
พระชนนีเป็นไฉน
ขึ้นยืนอยู่ใกล้แกลทอง
ก็คิดคิดเขม้นมอง
นึกว่าน้องจำนรรจา
เป็นไรนะแม่วัณฬา
จะรับรักษาทรามวัย
ได้ยินแต่เสียงเรไร
มิได้ใกล้เคียงองค์
อยู่ที่ท้ายรถทรง
ต้นรังรงร่มครึม
หึ่งหึ่งระหึม
ให้เศร้าซึมโศกา
ก็มิได้ช่วยรักษา
สวรรคาลัยไป
จะตายด้วยแม่ดวงใจ
วิเวกในดงดอน
พระพายพัดมาอ่อนอ่อน
หอมเกสรสุมาลี
ทั้งอินจันทน์จำปี
มลุลีหลายพรรณ
ระรื่นกลิ่นมลิวัลย์
สะอื้นอั้นอาลัย
จะได้เชยให้ชื่นใจ
มาจนใกล้กัลยา
ให้เสียวเสียวเสน่หา
จะใคร่เห็นหน้าพระน้อง เอยฯ
  ช่วงที่ ๗
 
เห่เอยเห่เพลง
ทำหลับไหลไสยา
แลเห็นองค์พระอภัย
ทำความเพียรเวียนวง
ช่างซื่อสุดบุรุษใด
ช่างง่วงเหงาเฝ้าละเมอ
เห็นประจักษ์ว่ารักจริง
มิตอบถ้อยจะน้อยใจ
ทั้งรักแค้นแสนเสียดาย
ทำประชวรครวญคราง
ถึงไหนแล้วนะแก้วตา
เข้าป่าสาลวัน
เจ้าแม่เอ๋ยเคยนั่ง
ให้กลุ้มกลัดในหทัย
ลมว่าวก็เฝ้าพัด
กลางไพรใครเลย
ทั้งน้ำค้างก็ช่างสาด
ถึงสุวรรณบรรจถรณ์
ชะกระไรพระจันทร์
ฤๅลับเงาภูเขาหลวง
แลก็ไม่เห็นหน
ดอกไม้ก็ไม่เบิกบาน
เจ้าประดิษฐ์คิดขับ
จะได้ระงับหลับไหล
โฉมลเวงวัณฬา
จนล่วงมากลางดง
เที่ยวเลียบไต่รถทรง
คิดก็สงสารเธอ
ไม่มีใครจะเสมอ
ช่างไม่เก้อแก่ใจ
สู้ทอดทิ้งทัพชัย
ครั้นพูดไปจะเป็นทาง
สะอื้นอายอางขนาง
จึงถามนางลาลีวัน
แม่หลับมาแต่สายัณห์
จักรจั่นจับใจ
จะลุกยังไม่ไหว
เจ็บไข้ก็ไม่เคย
หนาวสาหัสแล้วลูกเอ๋ย
จะให้เขนยหนุนนอน
ใจจะขาดลงรอนรอน
จะได้นอนให้อุ่นทรวง
ช่างดัดดั้นไปลับดวง
ไม่โชติช่วงชัชวาลย์
ช่างมืดมนอนธการ
จะได้สำราญฤทัย
ให้เพราะจับจิตใจ
ให้สร่างในทรวง เอยฯ
  ช่วงที่ ๘
 
เห่เอยธิดา
รับสั่งบังคมคัล
แกล้งประดิษฐ์คิดคำ
โอ้ยามค่ำย่ำฆ้อง
จะแลชมพนมพนัส
ช่างมืดมิดทุกทิศา
โอ้ว่าพระศศิธร
แจ่มกระจ่างสว่างวง
เห็นพักตราหล้าโลก
โหยหวนนวลละออง
ภุมรินบินค้อยค้อย
มืดในก็จนใจ
โอ้เอ็นดูแมงภู่น้อย
ด้วยกลีบหุ้มพุ่มพวง
ขอเทวัญในชั้นฟ้า
ช่วยโปรยปรายสายฝน
ลมโชยระโรยกลิ่น
มณฑาผกากาญจน์
หอมประดู่อยู่ใกล้ใกล้
น้ำค้างพร่างสาดกระเซ็น
หนาวลมจะห่มผ้า
หนาวทรวงนะดวงใจ
ถึงเสื้อสวมนวมหุ้ม
หอมดอกไม้ที่ในดง
แป้งสดรสรื่น
เห็นอื่นอื่นไม่ชื่นตา
โฉมสุลาลีวัน
ขึ้นนั่งบนชั้นเกรินทอง
ขับลำนำทำนอง
ให้มัวหมองในวิญญา
ไม่ถนัดนัยนา
มืดทั้งฟ้าดินดง
ช่างลอยร่อนรถทรง
ส่องที่ตรงแกลทอง
จะส่างโศกเศร้าหมอง
มณฑาทองที่ต้องใจ
มาเชยสร้อยสุมาลัย
เที่ยวเลียบไต่ตอมดวง
ให้เศร้าสร้อยโศกทรวง
ไม่โรยร่วงรสสุคนธ์
ทั้งเทวดาเดินหน
ให้อุบลแบ่งบาน
หอมกระถินพิมาน
มาซาบซ่านทรวงเย็น
แลก็ไม่ใคร่เห็น
ยะเยือกเย็นพะยอมไพร
หนาวน้ำฟ้าจะผิงไฟ
เศร้าฤทัยระทวยทรง
ไม่เหมือนอุ้มแอบองค์
ไม่เหมือนทรงสุคนธา
ไม่หอมชื่นในนาสา
เหมือนได้เห็นหน้าพระน้อง เอยฯ

ข้อมูลจาก www.thai.net/sunthornphu

- -